คลังเก็บป้ายกำกับ: #สะกดจิต

การแบ่งตามวิธีทำ นั้นแบ่งออก 3 อย่าง

การแบ่งตามวิธีทำ นั้นแบ่งออก 3 อย่างคือ

การแบ่งตามวิธีทำ

(1) การทำนายโดยวิธีจับต้อง

(2) การทำนายโดยวิธีดูของที่เป็นเงา

(3) ทิพยจักษุที่แท้จริง (คือนัยน์ตาเป็นทิพย์จริงๆ)

การแบ่งตามลักษณะนั้น คือ

(1) ทิพยจักษุเฉพาะหน้า หมายถึงการมองทะลุสิ่งต่างๆ

(2) ทิพยจักษุทางไกล หมายถึงการมองเห็นในที่ไกลเกินกว่าที่นัยน์ตาธรรมดาจะมองเห็น

(3) ทิพยจักษุสำหรับรู้อดีตและอนาคตโดยแบ่งออก

การทำนายโดยวิธีจับต้อง

ในเรื่องนี้หมายความว่าผู้สำเร็จวิชชาในทางนี้ เมื่อได้ จับต้องของสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถทราบเหตุการณ์อันเกี่ยวข้อง กับสิ่งของเหล่านั้นทันที เช่นถ้าไปได้ผ้าเก่าๆ มาผืนหนึ่ง พอจับเข้าก็บอกได้ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้ใช้ คนที่เคยใช้ ผ้านั้นเป็นคนอย่างไร มีเรื่องราวเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร บ้าง ในเรื่องนี้ก็อธิบายได้ด้วยเรื่องกระแสความคิดนั้นเอง

In this regard, it means that the graduates of the Enlightenment in this way, when they have to grasp of anything, can know the related events With those items immediately For example, if going to get a piece of old cloth, enough to come in and tell where it came from Who is the person who used the fabric? There is a story about what happened in this story, which can be explained by the story of the idea itself.

คือเมื่อเราเชื่อว่ากระแสความคิดของคนไปเที่ยวเกี่ยวเกาะอยู่ทุกแห่งแล้ว ก็ย่อมไปติดอยู่กับของเหล่านั้น ผู้มีความสามารถในทางนี้เมื่อถูกต้องเข้าก็แปลกระแสเหล่านั้นออกได้

Is when we believe that the thoughts of people traveling around the island are everywhere Would surely be stuck with those things Those who have the ability in this way, when correct, can translate those currents out.

สำหรับคำทำนายโดยวิธีจับต้องนี้ฝึกหัดตายตัว คนหนึ่ง แสวงหาวิธีฝึกหัดของตัวอย่างหนึ่งได้ และเป็นการฝึกหัดที่ทำได้คนเดียว และไม่ว่าใครอาจทดลองดูได้เสมอ เพราะไม่เกิดอันตรายเลย วิธีที่ใช้หัดกันโดยมากนั้น คือเอาของอะไรสิ่งหนึ่งที่แปลกๆ นั่งอยู่เงียบๆ คนเดียว แล้วเอามือแตะที่ของนั้นอย่างเดียว ส่วนของที่ใช้นั้นในชั้นแรกควรใช้ของที่ตนเองรู้จักว่ามาจากไหน เป็นของใคร แล้วนึกรวบรวมความจำ ขึ้นมา

For the prophecy by this tangible method, one apprentice is seeking an example of a practice. And is a practice that can be done alone And whether anyone can always see it Because it’s not dangerous at all The method used by many learners What is one strange thing? Sitting quietly alone and then touching his hand alone As for the items used on the first floor, use things that you know where they come from and who they belong to.

เข้าทำนองที่ว่าจะสอนให้เด็กเดินต้องจูงไปก่อน ครั้นแล้วจึงค่อย แสวงหาของที่ตนจำได้ลางๆ ในที่สุดใช้ของที่ไม่รู้จักเลยว่ามาจากไหน ในชั้นต้นภาพที่แลเห็นอาจจะยุ่งๆ แต่ลงท้ายภาพนั้นจะสว่างขึ้น การฝึกฝน ย่อมให้ผลดีเกินกว่าที่จะนึกฝันเสมอ ผู้ฝึกหัดควรอยู่คนเดียวหลับตา เพราะจำเป็นต้องไล่เจตสิกภายนอกไปให้หมด

เมื่อเห็นว่ามีความสามารถในเรื่องสิ่งของมากพอและลองทำกับ คนดูบ้างก็ได้ แต่จะต้องเป็นคนที่เลื่อมใสในวิชชานี้อย่างเดียวกัน และที่เขายอมให้ทำโดยดีวิธีทำคือจับมือไว้ แล้วก็ใช้กำลังดวงจิตเช่นเดียว กับจับของ เขาว่าจะสามารถรู้การที่ล่วงมาแล้ว หรือที่จะมาถึงผู้นั้นได้ หลักวิชชาที่เขาสอนมีอยู่ดังนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยทดลองได้ผลจึงรับรอง ไม่ได้ว่า จะให้ความสำเร็จสักเพียงไร ข้าพเจ้าพบแต่ตำราเขาว่าไว้ กัน มาเล่าสู่กันฟังโดยสุจริตมิได้แต่งต่อเติม ดีชั่วอย่างไรก็ขอให้บุญบาปตกอยู่แต่ผู้ตกแต่งตำราเดิมแต่ผู้เดียว

การแบ่งตามวิธีทำ นั้นแบ่งออก 3 อย่าง

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

การฝึกหัดในสามขั้น

การฝึกหัดในสามขั้น นี้จะเห็นได้ว่ามีความประสงค์อันเดียวคือ

การฝึกหัดในสามขั้น

“หัดดวงจิต ให้เกิดความสามารถ ที่จะรับหรือทราบกระแส ของดวงจิตอีกดวงหนึ่ง”

“Learning the mind to be able To receive or know the stream Of another soul “

เมื่อทำได้ถึง 3 ขั้นตอนดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็นับว่าดวงจิตมีความสามารถแล้วเป็นอย่างมาก ขั้นต่อไปพยายามให้ทราบกันโดยไม่ต้องนัดหมายอะไรกัน ในชั้นต้นคงจะทำได้ แต่เฉพาะผู้ที่ได้เคยฝึกหัดด้วยกัน แต่ภายหลังเมื่อเกิดความชำนาญ ก็สามารถมากขึ้นถึงกับจะรู้สึกกระแสความคิดของคนทั่วไป การฝึกหัดเจโตปริยญาณนัยว่าไม่มีอันตราย กลับจะเป็นประโยชน์เป็นหนทางบำรุงกำลังและทำให้หัวใจมีความรู้สึกดีขึ้น

When you have done the above 3 steps above It is considered that the mind has a great ability. Next step, try to know each other without having to make an appointment. In the beginning, would be able But only those who have practiced together But later when expertise Can be more able to feel the current trend of people The practice of Jato Priya insists that there is no danger. Will be useful as a way to nourish and make the heart feel better

2. ทิพยจักษุ

ในเรื่องเจโตปริยญาณที่เราเห็นมาแล้วข้างต้นนั้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่พ้นวิสัยทีเดียว แต่สำหรับทิพยจักษุนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่าเหลือวิสัยในเวลานี้ นอกจากเรื่องการดูลูกแก้วซึ่งยังทำกันได้ อย่างไรก็ดีจะเป็นการเหลือวิสัยหรือไม่ก็ตาม ขึ้น ชื่อว่าวิชชาเป็นสิ่งที่ควรรู้ และความรู้ไม่ทำให้เราหนักเหมือนสิ่งทั้งหลาย ที่ต้องแบกหาม

In the story of Jato Priya, which we have seen above, it seems to be something that is impossible without it. But for this vision is another matter Which is almost impossible to say at this time In addition to watching the crystal ball, which is still compatible However, it is impossible or not known as transcendence as something to know. And knowledge does not make us heavy like all things To bear

ทิพยจักษุนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ค่อนข้างพิสดารในหนังสือ วิชชาแปดประการ แต่ในที่นั้นได้เขียนรวมๆกันหลายอย่างทั้งของฝรั่ง ทางคริสต์ศาสนาและของโยคีอย่างละเล็กละน้อยนำมาผสมกัน ส่วนในที่นี้จะเขียนแต่เฉพาะที่เป็นของโยคีแท้ๆ โดยมิให้มีอย่างอื่นปะปน

That vision I have written quite a bit in the book. Eight Enlightenment But in that place he wrote many things, including the western In Christianity and the yogi of little by little mixed together In this place, it is written only for the original yogi Without having to mingle with other things

ทิพยจักษุนั้น มีวิธีที่เขาแบ่งอธิบายเป็น 2 ทางคือ แบ่งตามวิธี ทำทางหนึ่งและแบ่งตามลักษณะของทิพยจักษุที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่ง

That vision There are two ways that he can explain, divided by one way and divided by the characteristics of different dharma.

การฝึกหัดในสามขั้น

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

วิธีฝึกหัด สะกดจิต

วิธีฝึกหัด สะกดจิต

วิธีฝึกหัด

การที่ดวงจิตจะรู้สึกกระแสเหล่านี้ได้นั้น เขาสอนวิธีฝึกหัดไว้ดังนี้

การฝึกหัดเจโตปริยญาณนั้น จำเป็นต้องมีคนสองคน วิธีฝึกหัด ในขั้นต้นเขาสอนให้ผูกตาคนๆ หนึ่ง เอาของอะไรอันหนึ่งไปวางไว้ ในที่ใดที่หนึ่งเสร็จแล้วคนที่เอาของไปวางซ่อนนั้น ไปจับมือผู้ที่ถูกผูกตา พยายามนึกให้ผู้ที่ถูกผูกตานั้น หาของให้พบให้ใช้กำลังดวงจิตคิดถึงสิ่งของนั้นว่าอยู่ที่ไหนคนที่ถูกผูกตาจะเดินไปทางไหน ก็ให้เดินตามไป อย่าขัดขืนหรือจูงเสียเอง ส่วนผู้ที่ถูกผูกตาก็ พยายามทำมโนคติที่จะรับกระแสความคิดของผู้ที่วางของไว้ เช่นนี้ผู้ที่ถูกตาจะคลำถูกของนั้นโดยไม่นานนัก

The training of Jitti Pririyan There must be two people. Initially, he teaches to tie one person’s eyes and put one thing in place. In one place, the person who hides the item Go hand in hand who is bound to the eye Trying to imagine that those who were tied to that eye Find the item to find, use the power of the mind to think about where that person is.

ในเรื่องนี้ทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็มีผู้คัดค้านมาก ว่าไม่เป็นจริง คือไม่ใช่ว่ารู้ใจอะไรกัน ที่จริงเป็นเพราะผู้รู้ที่วางของนั้นจูงไปเอง ถึงแม้ไม่ประสงค์จะจูงไปโดยมิได้ตั้งใจ เขาตอบว่าถูกแล้ว ผู้สูง จูงไปเองเขาไม่เถียง แต่เขายืนยันว่าในขั้นต้นจะต้องทำดังนั้น เหมือนอย่างสอนให้เด็กเดิน ในขั้นต้นจะต้องประคองไว้ก่อน ต้องจูงให้เดินก่อน ถ้าไม่จูงเสียก่อน เด็กจะเดินไปเองโดยผู้ใหญ่พร่ำสอนด้วยปากอย่างเดียวหาได้ไม่ ในเรื่องฝึกหัดเจโตปริยญาณ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่เริ่มจูงก่อนก็ไม่มีทางสำเร็จได้ แต่เมื่อใช้วิธีจับมือดังกล่าวมาข้างต้น จนเห็นได้ว่าผลเป็นที่พอใจแล้วก็เริ่มหัดวิธี อื่นที่สูงขึ้นไปขั้นที่ 2

In this matter, it’s easy to do. But there are many objections That is not true Is not what you know In fact, it is because the knowledgeable person who put the item on his own Even though he didn’t intend to take it without intention He replied that he was right. The tall man took himself. He didn’t argue. But he insists that initially must do so Like teaching children to walk Initially, must hold on first. Must lead to walk first If not before Children will walk on their own, with adults only teaching by mouth. In the practice of Jito Priyanyan This is the same If not starting to leash before, there is no way to succeed But when using the above-mentioned handshake method Until seeing that the results were satisfactory and then began to learn how Another higher level 2

ในขั้นที่ 2

สอนให้ผู้หัดหลายคนอยู่มากๆ ด้วยกัน คนที่ถูกหัดนั้นให้ผูก

ตาตามเคย คนอื่นๆ ทั้งหมดต้องรู้กันว่าเอาของไว้ที่ไหน และ คนทุกคนต้องตั้งใจให้ผู้ที่ถูกผูกตาไปหยิบของให้ถูก อาศัยกำลัง ดวงจิตหลายคนช่วยกันไปจนกว่าจะสำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วก็ให้ คนที่เป็นผู้ช่วยนั้นลดจำนวนลงไปทีละคน ลงท้ายเหลือคนเดียว ถ้าจนเหลือคนเดียวก็สำเร็จได้แล้วก็พึ่งอุ่นใจว่าได้ก้าวหน้ามามากแล้ว

ในขั้นที่ 3

เขาสอนให้ทำโดยวิธีเขียนหนังสือหรือเขียนรูปคนสองคนอยู่ไกล กัน คนหนึ่งมองดูรูปอันหนึ่งหรือนึกถึงคำๆ หนึ่ง โดยนัดแนะ กำหนดเวลากันไว้ อีกคนหนึ่งตั้งใจรับกระแสของคนที่ส่ง แล้วเขียนลงไปด้วยความพยายามทำไป เขาว่าจะได้ผลดีอย่างน่าประหลาดใจ

วิธีฝึกหัด สะกดจิต

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ลัทธิโยคี.

โดยนัยนี้ ลัทธิโยคีกับทางพระพุทธศาสนาจึงแตกต่างกันในเรื่อง เจโตปริยญาณกล่าวคือ ในทางพระพุทธศาสนาของเราถือว่าเจโตปริยญาณ เป็นธรรมที่ต้องปลูกฝัง แต่ลัทธิโยคีถือว่า เจโตปริยญาณมีอยู่ในตัวคนเราแล้วทุกคน หากแต่ดวงจิตของเราเองไม่สามารถจะทราบได้ในเมื่อ เจโตปริยญาณรายงานมาให้ทราบ

In this sense, the Yogi religion and Buddhism are different in the story. Jato Priyanyan said that In the way of Buddhism, we consider Jetipariya Is fair to cultivate But Yogi doctrine is considered Jeto Priya Wisarn has all of us in person. But our own mind cannot know when Jato Priyayan reported to know

คำสอนในลัทธิโยคีกับคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเรื่องนี้จึงต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ในทางพระพุทธศาสนา ให้ปลูกเจโตปริยญาณขึ้น แต่ในทางลัทธิโยคีสอนให้ทำสมรรถภาพแก่ดวงจิต เพื่อให้ดวงจิตสามารถรับและเข้าใจรายงานของเจโตปริยญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกายทิพย์ได้

The teachings of the yogi and the teachings in Buddhism are different. In Buddhism To grow Jetipariya up But in the way of the yogic teachings to teach the capacity of the mind To allow the mind to receive and understand the report of Jato Priyanyan Which is part of the body

การที่ลัทธิโยคีเขาถือว่า เจโตปริยญาณของคนเรามีอยู่แล้ว และ ทำงานอยู่เสมอนั้น คำอธิบายของเขาก็พอฟังคือ เขาอธิบายว่าถึงแม้ คนเราตามปกติไม่ได้ฝึกก็ยังสามารถทราบความคิดของผู้อื่นเข้า โดยบังเอิญได้บ้าง และเจโตปริยญาณนี้ก็คือ ดวงจิตของกายทิพย์นั้น เองและเจโตปริยญาณนี้ยังผิดกันกับอายตนะอื่นๆ ของกายทิพย์อยู่ ส่วนหนึ่ง คือว่า อายตนะทั้ง 5 ของกายทิพย์นั้น ทำงานอยู่ส่วนหนึ่ง ต่างหากจากกายธรรมดา

The Yogi doctrine is considered Jato’s perceptions of people are already and always working. His explanation is enough to listen. He explained that even though People normally do not practice, can still know the thoughts of others. By chance And Jato Prinyana is The mind of that body And Jato is also wrong with other things The part of the body that is part of the body is that all 5 of the body Working part Separate from normal body

แต่ส่วนเจโตปริยญาณซึ่งเป็นอายตนะที่ 6 ของกายทิพย์ ย่อมเป็นเครื่องเชื่อมในระหว่างกายทิพย์กับกายธรรมดา ให้ติดต่อกันได้ และยิ่งกว่านั้น ลัทธิโยคีถือว่าเจโตปริยญาณมีอวัยวะ ส่วนหนึ่งติดอยู่กับร่างกายธรรมดาที่เดียว เขาอธิบายว่าอวัยวะส่วนนี้ ติดอยู่กับสมองนั้นเอง เป็นเมล็ด ๆ ที่จะใช้เป็นเครื่องรับความคิดของ ผู้อื่นเหมือนอย่างเครื่องรับกระแสวิทยุ

But Jato Priyanyan, who is the 6th Ayatana of the nectar, is a link between the body and the body Can contact each other And more Yogi ideology is considered Jeto Prism with organs. One part is attached to a single body. He explained that these organs Attached to the brain itself as a seed that will be used as an idea Others like radio receivers

เมื่อคนๆหนึ่งคิดอะไรขึ้น ความคิดนั้นจะดีหรือร้าย ก็ย่อมมี กระแสพุ่งออกไปเสมอ และกระแสเหล่านี้ย่อมไปเข้าในเครื่องรับของผู้อื่น ซึ่งผู้รับนั้นเองอาจรู้สึกได้ การส่งกระแสให้กันนั้น บางทีก็เป็นไปโดยมิได้ตั้งใจ แต่ถ้าส่งให้แก่กันโดยตั้งใจ กระแสก็ยิ่งจะชัดเจนขึ้น สำหรับเจโตปริยญาณนี้การส่งไม่ยากนัก เพียงตั้งใจให้แน่วแน่ทำความคิดให้มีกำลังแรงพอ และคิดอยู่แต่ในข้อความที่ จะส่งนั้นอย่างเดียวก็สามารถส่งได้

แต่สำหรับผู้รับ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ความสามารถที่จะรับกระแสดวงจิตมีอยู่ 2 ชั้น คือรับในเมื่อผู้ส่งต้องการให้ ซึ่งถึงแม้จะทำสำเร็จได้ก็ยังนับว่าเป็นขั้นตำ แต่ชั้นที่สูงขึ้นไป คือ รับได้แม้เมื่อผู้ส่ง ไม่ต้องการส่งให้ เป็นแต่ว่าเมื่อกระแสความคิดของใครผ่านมาก็รับ เอาไว้ได้หมด ลัทธิโยคีถือว่าเครื่องรับของมนุษย์มีอยู่บริบูรณ์แล้ว และมีความสามารถรับได้เสมอ เว้นแต่ดวงจิตจะไม่รู้สึกเท่านั้นเอง ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำในลัทธิโยคีก็คือ หัดให้ดวงจิตรู้สึกกระแสที่เจโตปริยญาณรับมาแล้ว

ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

กระแส ดวงจิต เป็นข้อสำคัญอยู่ ดังนี้

กระแส ดวงจิต เป็นข้อสำคัญอยู่ ดังนี้

กระแส

1. เจโตปริยญาณ

เจโตปริยญาณ หมายถึงการทราบความคิดของผู้อื่น กล่าวคือ เป็นความติดต่อเข้าใจกันในระหว่างดวงจิตดวงหนึ่งกับอีกดวงหนึ่ง ซึ่งติดต่อกันโดยทางอื่น นอกจากตา, หู, จมูก ลิ้นและกาย หรืออีก นัยหนึ่งว่าบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปสามารถทราบความประสงค์ของกันและกัน

โดยมิต้องใช้ตาหูหรือร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดเลย เป็นแต่ ดวงจิตติดต่อกันเท่านั้น ตามวิทยาขั้นต่ำๆ สอนกันว่า ดวงจิตดวงหนึ่ง จะทราบความประสงค์ของอีกดวงหนึ่งได้ก็แต่โดยอาศัยอายตนะทั้ง 5 คือ ตา หู เป็นต้น คนๆ หนึ่งคิดอะไร อีกคนหนึ่งจะทราบไม่ได้จนกว่า ผู้ที่คิดจะแสดงให้เห็นหรือพูดให้ฟัง

แต่อันที่จริงมนุษย์ยังมีทางที่จะเข้าใจ ความคิดของกันและกัน โดยอำนาจหัวใจอย่างเดียวนี้คือ เจโตปริยญาณ ซึ่งแปลว่ารู้ใจคนอื่น

Jato Priyajarn means knowing the thoughts of others, that is, the connection between one soul and another. Which is connected by another way other than eyes, ears, nose, tongue and body, or in other words, two or more persons can know each other’s wishes Without having to use any part of the eyes, ears or body According to the minimum science taught that one soul Will be able to know the wishes of another one, but by using the 5 eyes, the eyes, the ears, etc.

One person thinks another will not know until Those who think to show or speak But in fact, humans still have a way to understand Each other’s thoughts The only power of this heart is Jetipariya, which means that he knows others.

ก็เหตุไรเล่า ดวงจิต จึงสามารถรู้กันได้ ?

ลัทธิโยคีเขาอธิบายว่า นอกจากอายตนะทั้ง 5 ที่เป็นส่วนของร่างกายดังกล่าวมานั้นแล้ว ยังมีอารยะอีก 5 ประการ ซึ่งเป็นอายตนะ ของกายทิพย์หรือเจตภูต กล่าวคือ ร่างกายธรรมดามีความสามารถที่จะเห็น ฟัง ดมกลิ่น รู้รสและถูกต้องได้ฉันใด

กายทิพย์หรือเจตภูตก็มีความสามารถทั้ง 5 ประการฉันนั้น เพราะเหตุที่กายทิพย์หรือเจตภูตมีอายตนะ ของตนเองเป็นส่วนหนึ่งต่างหากและนอกจากอายตนะทั้ง 5 ประการ การทิพย์ยังมีอายตนะประการที่ 6 คือ เจโตปริยญาณนี้เอง

Yogi cult, he explained In addition to the 5 embarrassing parts of the body There are 5 civilizations that are embarrassed. Of the physical or spiritual, that is, the ordinary body has the ability to see, listen, smell, know, taste and be right.

There are 5 abilities in the body, mind or soul. Because of the physical or spiritual aspirations And in addition to all 5 things

ตามความคิดของโยคีดังว่านี้

เป็นอันว่าเจโตปริยญาณ เป็นสภาพที่มีประจำตัว บุคคลอยู่แล้วเสมอ หากแต่ผู้ที่มิได้ฝึกฝนไม่สามารถ จะเอาเจโตปริยญาณขึ้นมาใช้ได้เท่านั้น ถึงอย่างไรก็ดี ลัทธิโยคีถือว่า เจโตปริยญาณคงทำงานอยู่เสมอเหมือนกัน กล่าวคือ เจโตปริยญาณ คงรับกระแสดวงจิตบอกความคิด ของผู้อื่น ให้ดวงจิตของเราทราบ แต่เมื่อดวงจิตของเรา ไม่สามารถพอก็ทราบไม่ได้นอกจากบางครั้งไปทราบเข้าโดยบังเอิญ

That is, Jatipariya probably receives the mind of the soul, telling the thoughts of others to our minds. But when our soul Can not be able to know, but sometimes accidentally

กระแส ดวงจิต เป็นข้อสำคัญอยู่

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

คำอธิบาย กระแสดวงจิตที่แรง

คำอธิบาย กระแสดวงจิตที่แรง

คำอธิบาย

เราได้เกล่ามาแล้วว่ากระแสดวงจิตที่แรงย่อมมีกระแสของปราณติดไปด้วย บุคคลที่เข้มแข็งย่อมส่งกระแสดวงจิตไปได้เหมือนยิงปืนตรงไปยังหมายกระแสอันนั้นย่อมพุ่งไปโดยตรงไม่คดเคี้ยวหรือเลื่อนลอยไปอย่างหมอกควัน อย่างความคิดที่อ่อนแอ นักพูดที่พูดในที่ประชุมชน จะเป็นนักพูดที่ดีได้โดยอาศัยศิลปะอันนี้

We have already gleaned that the strong mental currents have a flow of Pran. A strong person can send a mental stream as if shooting a gun directly to the current. Like a weak idea Talker in the community Can be a good speaker by using this art

โดยเหตุที่กระแสดวงจิตเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก และเป็นของที่ข่มกันได้ดังว่ามานี้ จึงมีอันตรายที่พึงกลัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ คนดีไปอยู่ในหมู่คนเลว อาจทำให้เปลี่ยนนิสัยกลับกลายเป็นเลวได้ง่ายๆ ในเมื่อกระแสข้างเลวมีมากกว่าก็อาจข่มกระแสของคนที่ดีนั้นจะมีมาก พอที่จะป้องกันตัว หรือรักษาความดีของตนได้เสมอหรืออาจข่มกระแสนั้นได้ ด้วยเหตุนี้การสมาคมจึงเป็นของสำคัญ และความดีความชั่ว อันเกิดแต่การสมาคมนั้น ก็เนื่องมาจากกระแสดวงจิตนี้เอง

By the reason that the current of the mind is what causes feelings And can be a restraint Therefore, there is one fear of danger: good people are among the bad guys. May make changing habits easily become worse When the bad stream is more, it may overtake the stream of good people. Enough to protect Or can always maintain their goodness or be able to suppress that current For this reason, association is important. And goodness and evil Which caused the association Because of this mental flow

ตามที่กล่าวมานี้คงเป็นอันรวมความได้ว่า As mentioned above, it would be possible to combine that

1. กระแสดวงจิตเป็นของที่ข่มกันได้ ด้วยเหตุนี้ในขณะที่ เราต้องการอะไรและคิดอะไร ในทางที่ถูกจำเป็นจะต้องให้ความคิดมี น้ำหนัก และคิดอะไรให้แรงอยู่เสมอไม่ใช่คิดอย่างเกียจคร้าน การทำอะไรในทางที่ดีต้องหวังความสำเร็จไม่ใช่คิดไปเฉยๆ สำเร็จก็ช่างไม่สำเร็จก็ช่าง เราพูดอะไรกับใคร เราจะต้องคิดมุ่งถึงสิ่งนั้นจริงๆ คำพูด จึงจะมีน้ำหนักและหนทางอันเดียวที่จะป้องกันมิให้กระแสดวงจิตของคนอื่นเข้ามาข่มเราได้ ก็คือต้องพยายามให้กระแสดวงจิตของเรามีกำลัง อยู่เสมอเท่านั้น

Spiritual currents can be held together. For this reason, while What do we need and what do you think? In the right way, it is necessary to give the idea of ​​weight and think about what is always strong, not to think lazily. Doing things in a good way requires hope, success, not just thinking. Success is not successful. What do we say to anyone? We have to think about that. Actually, the words will have the weight and the only way to prevent the flow of other people’s minds to suppress us. That is, must try to make our minds have strength Always only

2. กระแสดวงจิตอาจจะเป็นเครื่องทำความรู้สึกให้แก่คนที่อยู่ใกล้เราโดยเรามิได้ตั้งใจเลยก็ได้ และคนที่มาพบปะเราอาจจะเห็นเรา เป็นคนดี หรือเลวก็สุดแต่กระแสจิตของเราจะดีหรือเลวเพียงไร สิ่งไรที่คิดสิ่งนั้นก็ย่อมปรากฏแก่คนทั้งหลาย ถึงแม้เขาจะไม่ทราบความคิด ของเราอย่างถี่ถ้วน เขาก็มีความรู้สึกอยู่ว่าเราคิดดีหรือคิดร้าย คนบางคนได้พบกันรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากัน ก็เนื่องจากความคิดทั้งสองข้างไม่ดี ด้วยกัน ฉะนั้นจึงเป็นการสำคัญที่จะต้องระวังดวงจิตของเราให้คิดแต่ในทางที่ดี อย่าคิดในทางที่จะประทุษร้ายทำความเสียหายแก่ผู้อื่นเลย เป็นอันขาด เราก็ต้องเชื่อมั่นว่าถ้าเราคิดร้าย กระแสที่ออกไปจากความคิด ของเราก็เป็นกระแสที่ร้าย คนที่เข้ามาใกล้ย่อมมีความรู้สึกอะไรอันหนึ่ง ที่ทำให้เขาไม่มีความไว้วางใจในตัวเรา นอกจากเขาจะไม่สังเกตให้ดี หรือเป็นคนทึบเกินไป จนไม่รู้สึก แต่ตรงข้าม ถ้าเรามีความคิดความตั้งใจดีต่อผู้ใด ซึ่งเป็นความตั้งใจอันบริสุทธิ์จริงแล้ว ผู้นั้นเขาย่อมเห็น เราดีด้วยเหมือนกัน

คำอธิบาย กระแสดวงจิตที่แรง

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

บำรุงความคิด

บำรุงความคิด

บำรุงความคิด

คนโดยมากมักไม่ค่อยบำรุงความคิด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าไม่ค่อยทำให้ความคิดมีกำลัง คือคิดอะไรก็สักแต่คิดเยอะๆ เมื่อเป็นเช่นดังนี้ กระแสความคิดก็ไม่แรง ไปก็ไม่ได้ไกลหรือคงอยู่ไม่ได้นาน ถ้าเป็นคนคิดอะไรอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้นกระแสความคิดก็แรงมาก

People, most often, do not nourish ideas. Or in other words, that the idea is not strong What you think, but think a lot. When it is like this The idea is not strong. Went not far away or could not last long If a person thinks deeply, the current trend is very strong.

ความจริงกระแสความคิดที่แรงย่อมมีกระแสปราณ ผสมไปด้วย การที่จะให้กระแสความคิดของตนแรง และมีอำนาจถึงกับใช้ประโยชน์ได้นั้น เราจะต้องทำมโนคติให้แลเห็นกระแสความคิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามความต้องการของเรา เราอาจคิดว่ากระแสความคิดของเราเป็นเสมือนแสงที่พุ่งออกไป หรือเหมือนความร้อนที่กระจายออกไป หรือเหมือนความหอมที่ส่งกลิ่นออกไปรอบๆ

In fact, a strong flow of ideas will have a steady stream of ideas that will give your thoughts a strong flow. And have the power to use it We will have to make an idea to see the concept of figuring out our needs. We may think that our thoughts are like light that goes out. Or like the heat spreading out Or like the aroma that smells out around

หรือเหมือนไอน้ำเดือดที่พุ่งขึ้นจากตัวเราก็ได้ จะคิดให้เป้นอย่างไรสุดแต่เราจะชอบ และก็จะได้หาได้ผลเท่ากัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สู้ยากนัก กระแสความคิดของเราจะอ่อนหรือแรงได้เพียงไร ก็สุดแต่เราจะให้กำลังความคิดได้มากน้อยเพียงไร

Or like boiling water vapor that can rise from us How to think about it most, but we will like And will get the same result This is a difficult story. How can our thoughts be weak or weak? But most of all, how much power can we give?

กระแสความคิดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากระแสดวงจิตนี้ เป็นของสำคัญมาก สถานที่ใดๆ ก็ดี บุคลใดๆ ก็ดี ย่อมมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอยู่เสมอเราเข้าใกล้บุคคลหรือเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง เราย่อมมีความรู้สึกผิดแปลกไปไม่เหมือนกันเลย

The idea of one thing, also known as the flow of this mind It is very important. Any place is good. Any person is always a unique character. We approach people or enter a place. We have a different sense of uncommon feelings.

ผู้ที่ฝึกฝนทางวิชชาลึกลับ หรือแม้ผู้ที่มิได้ฝึกฝนมากเป็นแต่เพียงช่างสังเกตความรู้สึกของตัว ย่อมรู้สึกกระแสความคิดหรือกระแสดวงจิตที่มีอยู่ตามหมู่บ้าน หรือเมืองหรือประเทศหนึ่งได้ดี คนแปลกหน้าที่เข้ามาในที่ๆ ตัวได้พบใหม่ย่อมมีความรู้สึกอย่างใหม่แปลกออกไป บางทีก็พอใจ บางทีก็อยู่ไม่ได้ โดยไม่มีเหตุผลที่ประจักษ์ตา เป็นแต่เหตุทางหนึ่งซึ่งรู้สึกได้ในทางใจ

อนึ่ง พึงเป็นที่เข้าใจว่ากระแสดวงจิตเป็นสิ่งที่ข่มกันได้ ผู้ที่กระแสดวงจิตแรงคนเดียว ย่อมข่มกระแสของคนอื่นๆ ให้ละลายหายไป เหลือแต่กระแสของตนผู้เดียวมีอำนาจเด่นอยู่ สถานที่ๆ มีอุตสาหกรรมหรือการค้าขายมากๆ ย่อมทำให้ผู้ที่ย่างเข้าไปรู้สึกถึงความคิดของผู้ที่ใฝ่ใจทางนั้น ที่แห่งใดเคยมีฆาตกรรม ย่อมทำให้รู้สึกหวาดเสียวแก่ผู้ที่เหยียบย่างเข้าไป แม้ผู้นั้นจะไม่รู้ โบสถ์วิหารเป็นที่ ๆ ทำให้รู้สึกสงบสงัดวังเวงใจอยู่เสมอ

บำรุงความคิด

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

กระแสของปัญญา

กระแสของปัญญา Stream of wisdom

กระแสของปัญญา

มีอยู่ที่ศีรษะจนกระทั่งถึงไหล่นั้น ก็มีมูลที่เห็นได้จากการเขียนรัศมีของผู้ที่มีปัญญาเช่นของผู้ตั้งศาสนา ผู้เขียนย่อม จะทำรัศมีไว้ตรงศีรษะเสมอ ผู้แรกเริ่มทำดังนี้คงจะได้เค้าหรือ แลเห็นมาจากความจริงก่อน

There was on the head until that shoulder. There is information that can be seen from the writing of the halo of those who are wise, such as those of religious authors. The first person to start doing this would have him or Seen from the truth first

ในเรื่องกระแสของปราณนั้น In the matter of the current

ก็มีผู้ใช้ทำประโยชน์ได้แต่โบราณกาลมาจนถึงสมัยนี้ การถ่ายกระแสของปราณจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนั้นได้ มากหลายเป็นลัทธิเวทมนตร์หรือเสกเป่าในบัดนี้ แต่หากเป็น โอกาสให้มนุษย์ทุจริตทำการหลอกลวงกันนั้นจนกลายเป็น เลวทรามไปเท่านั้น

There were those who were able to use the ancient times until this day. Can transfer the current from one person to another Many are magic cultures or blown in now, but if it is an opportunity for human corruption to deceive each other until it becomes Only vile

ในข้อที่ว่ากระแสของเจตภูต In the sense that the stream of the Wraith

หรือกายทิพย์มีลักษณะเป็นหมอกด้วยนั้น ในบัดนี้ ข้อพิสูจน์อันแน่นอนแล้ว คือมีผู้ที่ถ่ายรูปวิญญาณได้ (ดูรูปถ่าย ที่นักปราชญ์ทางวิญญาณศาสตร์ถ่ายรูปวิญญาณในขณะ กายทิพย์ครองอยู่ รูปถ่ายชนิดนี้มีอยู่หลายรูปในหนังสือเรื่อง “ผี” ของหลวงสารานุประพันธ์) ในรูปถ่ายเหล่านี้มีดวงหน้า ของกายทิพย์ปรากฏในหมอกควันเสมอ

Or the body with a mist Is that there are people who can take pictures of the soul (see photos taken by spiritual scholars, photographing spirits while The body is crowned There are many photographs of this type in the book “Ghosts” of Luang Saranuprapan). The body of the clairvoyance always appears in the haze.

กระแสตัวคน ที่พุ่งออกไปจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เหมือน แสงของดวงอาทิตย์ ความร้อนในเตาไฟและกลิ่นดอกไม้ ฯลฯ ในเรื่องนี้เราควรจำไว้อย่างหนึ่งว่า

The stream of people that jumped out of various parts of the body like the light of the sun. Heat in the fireplace and the smell of flowers, etc. In this regard, we should remember one thing.

กระแสที่ออกไปจากส่วนต่างๆ ของมนุษย์ ถึงแม้มนุษย์จะไม่ได้อยู่ในที่นั้นหรือตายไปแล้วก็ดี กระแสที่ออกไปจะหมดไปทันทีก็หาไม่ กระแสเหล่านั้นยังมีอยู่อีกนาน และค่อยๆ หมดไปทีละน้อย

The stream that goes from different parts of human beings, even if humans are not there or die The current will go away immediately. Those currents still exist for a long time and gradually disappear gradually.

เหมือนอย่างดาราศาสตร์เขาสอนว่า ถึงแม้ดวงดาวจะดับไปแล้ว แต่แสงของดวงดาวยังอาจมีอยู่ได้อีกหลายร้อยปี และแสงดาวที่เราเห็น อยู่ทุกวันนี้บางอันอาจเป็นแสงของดวงดาวที่ดับไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว ก็ เป็นไป เตาไฟที่ไฟดับแล้ว ยังมีความร้อนอบอุ่นอยู่ได้นาน หรือของหอมที่ ส่งกลิ่นอบห้องอยู่ย่อมทำให้ห้องมีกลิ่นหอมอยู่ได้ ถึงแม้เราจะเอาของนั้น เคลื่อนไปไว้ห้องอื่นเสียนานๆ แล้วฉันใด กระแสในตัวคนหรือกล่าว โดยเฉพาะกระแสของดวงจิต ก็เป็นฉันนั้นถึงแม้ดวงจิตที่ส่งกระแสนั้นไว้จะไปทางไหนเสียนานๆ แล้วก็ดี กระแสอันนั้นก็อาจยังอยู่ได้อีกหลายๆ ปีและโดยเหตุนี้ ถึงแม้คนเราจะตายไปแล้วนานๆ สถานที่ๆ เขาเคยอยู่ก็ยังมีอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงอำนาจดวงจิตของเขาอยู่ได้

กระแสของปัญญา

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

กระแสในตัวคน

กระแสในตัวคน

 กระแสในตัวคน
  • เราเคยมีข้อสงสัยเรื่องรัศมีของพระพุทธเจ้า We used to have doubts about the glory of the Buddha.

ซึ่งเราสงสัยว่านายช่างประดิษฐ์ขึ้นเองเพื่อความงดงาม นักปราชญ์บางท่านสันนิษฐานว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้มีอะไร แปลกกว่าภิกษุอื่น ยกตัวอย่างเช่น มีคนบางคนเข้าไปใน หมู่สงฆ์แล้ว บอกไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน พฤติการณ์ อันนี้เราจะลงความเห็นแน่นอนว่าพระพุทธเจ้าไม่มีรัศมี หรือ ว่ารัศมีเป็นของที่นายช่างประดิษฐ์ขึ้นอย่างเดียวหาได้ไม่ กระแสที่มีอยู่ในตัวผู้มีศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจเช่นนั้นอยู่เขาคงไม่ต้องการแสดงให้ปรากฏพร่ำเพรื่อไป เรามีเรื่องอยู่มากมาย ว่าพระพุทธเจ้าทรงเปล่งรัศมี ความข้อนี้น่าจะเป็นความจริง โดยแท้

Which we suspect that he had created himself for beauty Some scholars assume that the Buddha does not have anything. Strange than other monks For example There are some people who go into the monk’s group and cannot tell where the Buddha is. This circumstance, we will definitely agree that the Buddha does not have a halo or that the glory is the only thing that the master created. The stream that exists in the holy person has such power. He probably does not want to show it to appear again. We have many stories. That the Buddha emits glory This is probably true.

  • ในเมืองเราเคยได้เห็นความอัศจรรย์ In the city we have seen miracles

ในเรื่องรัศมีของพระปฐมเจดีย์ซึ่งแต่ก่อนนี้เข้าใจว่า เป็นของหลอกกันเล่น แต่ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงเห็นด้วยพระองค์เองพร้อมทั้งคนอื่นๆ อีกเป็น จำนวนมากมายแล้ว ก็ต้องเชื่อกันว่ารัศมีอันโชติช่วง ณ พระปฐมเจดีย์นั้นเป็นสิ่งที่พึงมีได้จริง และเมื่อพิจารณาถึงเรื่องกระแสที่กล่าวมาในบทนี้แล้วเราก็พอจะอธิบายได้ว่ารัศมีอัน โชติช่วงเหล่านั้น คือกระแสของดวงวิญญาณ ที่สิงสถิตอยู่ในองค์พระปฐมเจดีย์

In the story of the glory of Phra Pathom Chedi which previously understood Is a trick But when King Rama VI He saw with himself and many others. It must be believed that the radiant radius at Phra Pathom Chedi is truly a must.

And considering the current flow in this chapter, we can explain that the radius Those brilliance Is the stream of the soul That resides in Phra Pathom Chedi

ข้าพเจ้าไม่กล่าวว่าดวงวิญญาณของ พระพุทธเจ้า เพราะตามความคิดของเราเมื่อนิพพานแล้ว ดวงวิญญาณก็ดับไป แต่พระปฐมเจดีย์เป็นปูชนียสถาน อันสำคัญ อาจมีดวงวิญญาณอื่นๆ เข้ามาพักพิงอาศัยหรือ เยี่ยมกรายมาทำสักการบูชา นอกจากเป็นกระแสของวิญญาณ โดยเฉพาะแล้วอาจจะเป็นกระแสของกายทิพย์ซึ่งพาดวงวิญญาณออกไปจากร่างใหญ่ๆ ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์

ก็เป็นได้การที่เรามิได้เห็นเสมอ เราเห็นแต่นานๆ ครั้งหนึ่ง นั้น ก็อธิบายได้ว่าสุดแต่กระแสนั้นจะมากขึ้นในวันใด คือ มีดวงวิญญาณมารวมกันมากมายในวันใด หรือเขาประสงค์ ให้ปรากฏในวันใด รัศมีอันโชติช่วงของพระปฐมเจดีย์ก็มีขึ้นในวันนั้น

กระแสในตัวคน

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org

ปัญญาชั้นสูง

ปัญญาชั้นสูง

ปัญญาชั้นสูง

สำหรับคนที่มีปัญญาชั้นสูงกระแสของปัญญาซึ่งเป็นสีทองนั้นก็มีประกายสีน้ำเงินอยู่ปลายกระแส

For those who have high wisdom, the stream of wisdom, which is the golden color, has a blue spark at the end of the stream.

ส่วนกระแสของดวงจิตอันเป็นกระแสที่สำคัญที่สุดนั้น นัยว่าเป็นสีเหลืองอ่อนในขณะใดที่คนเราคิดอะไรมาก กระแสอันนั้นก็ยิ่งแรงขึ้นเป็นประกาย กระแสดวงจิตเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอนสุดแต่ดวงจิตจะบังคับให้หันไปทางไหน ก็พุ่งไปทางนั้น

The current of the mind is the most important stream. Allegedly being a pale yellow at any time when people think a lot The more intense the spark The mental state is the most unstable shape, but where the mind is forced to turn. Then jumped that way

ในที่สุดกระแสของวิญญาณนัยว่าเป็น สีขาวบริสุทธิ์

Finally, the stream of souls is allegedly Pure white

ในเรื่องกระแสในตัวคนที่เราอ่านมาแต่ต้นจนบัดนี้ ถ้าดูแต่เผินๆก็ดูเป็นของเหลวไหลปราศจากความจริงและดูไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรู้ แล้วเราจะตรวจดูโดยละเอียดแล้ว เราจะเห็นได้ว่าที่จริงเรื่องกระแสมิใช่เรื่องเหลวไหลทีเดียว และคำอธิบายในเรื่องกระแสที่เราอ่านมาข้างต้นนั้น ก็มีประโยชน์อยู่บ้าง ดังจะได้กล่าวมาเป็นข้อๆ ต่อไปนี้

In the current flow of people that we read from the beginning until now If it looks superficially, it looks absurd without truth and doesn’t seem to be useful. Then we will check it in detail We can see that the current is not a nonsense story. And the explanation of the current that we read above There are some benefits. As mentioned in the following terms

1. ถึงแม้ว่ากระแสเหล่านี้เราจะเห็นด้วยตามธรรมดาไม่ได้ก็ดี บุคคลที่มีกระแสดี เราก็อาจแลเห็นแปลกกับคนอื่น คนที่มีอนามัยดี คนที่สมบูรณ์ พูนสุข ย่อมมีอะไรอย่างหนึ่งซึ่งทำให้เราแลเห็นบุคคลนั้นมี ความเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งเราเรียกว่ามีสง่าราศี ถ้าบุคคลผู้ใดถึง แม้จะมีอนามัยดี แต่มีความทุกข์ร้อนอันใดอยู่ในใจ เราก็แล เห็นผู้นั้นมัวหมองหาสง่าราศีอันใดมิได้ ถึงแม้ผู้นั้นจะพยายาม ทำความร่าเริงสนุกสนานเพียงไรก็ดี

  1. Although these currents can not be seen as normal People with good currents We may see strange things with others. People who have good health, one that is perfect, has one thing that makes us see that person. Predominance Which we call glory If any person reaches Even with good hygiene But there was any affliction in my heart, and he saw that no one had been glorified for glory Even if he tries How cheerful, fun

2. แต่กระแสตามที่เราจะพึงสังเกตเห็นตามธรรมดานั้น บางทีก็ทำให้เราเข้าใจผิดไปได้บ้าง เพราะมีกระแสบางอันที่แรงและข่มกระแสอื่น เช่นคนเวลาจะตาย ในบางครั้งอาจ ได้เห็นความผ่องใสหรือสง่าราศีผุดผาดขึ้นมาทันทีทันในเวลา ที่จวนจะขาดใจ นั่นไม่ใช่กระแสของอนามัย คือไม่ใช่กระแส ของร่างกายธรรมดาเป็นกระแสของกายทิพย์ที่แบ่งตัวออกเมื่อเวลาที่คนจะตายและกายทิพย์จะได้พาวิญญาณออกไปจาก ร่างกายอันจะทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่ภายหลัง ข้าพเจ้าได้ยินพูดกัน มามากถึงการที่คนจะตาย มีความผุดผาดผ่องใสขึ้นทันทีเมื่อ เวลาจะสิ้นใจ เราเคยสงสัยกันว่าเป็นเพราะเหตุไร แต่ถ้าเรา เห็นคำอธิบายในเรื่องกายทิพย์เบ่งตัวออกเช่นนี้แล้วก็ดูเหมือน จะตัดความสงสัยของเราไปได้

But the stream as we should observe as normal Sometimes makes us misunderstand Because there are some currents that are strong and restrain other currents Such as people will die Sometimes Saw the brightness or glory rising immediately in time That is almost indifferent That is not a stream of health Is not a stream Of normal body

ปัญญาชั้นสูง

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org