ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ลัทธิโยคี.

โดยนัยนี้ ลัทธิโยคีกับทางพระพุทธศาสนาจึงแตกต่างกันในเรื่อง เจโตปริยญาณกล่าวคือ ในทางพระพุทธศาสนาของเราถือว่าเจโตปริยญาณ เป็นธรรมที่ต้องปลูกฝัง แต่ลัทธิโยคีถือว่า เจโตปริยญาณมีอยู่ในตัวคนเราแล้วทุกคน หากแต่ดวงจิตของเราเองไม่สามารถจะทราบได้ในเมื่อ เจโตปริยญาณรายงานมาให้ทราบ

In this sense, the Yogi religion and Buddhism are different in the story. Jato Priyanyan said that In the way of Buddhism, we consider Jetipariya Is fair to cultivate But Yogi doctrine is considered Jeto Priya Wisarn has all of us in person. But our own mind cannot know when Jato Priyayan reported to know

คำสอนในลัทธิโยคีกับคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเรื่องนี้จึงต่างกันอยู่ตรงที่ว่า ในทางพระพุทธศาสนา ให้ปลูกเจโตปริยญาณขึ้น แต่ในทางลัทธิโยคีสอนให้ทำสมรรถภาพแก่ดวงจิต เพื่อให้ดวงจิตสามารถรับและเข้าใจรายงานของเจโตปริยญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกายทิพย์ได้

The teachings of the yogi and the teachings in Buddhism are different. In Buddhism To grow Jetipariya up But in the way of the yogic teachings to teach the capacity of the mind To allow the mind to receive and understand the report of Jato Priyanyan Which is part of the body

การที่ลัทธิโยคีเขาถือว่า เจโตปริยญาณของคนเรามีอยู่แล้ว และ ทำงานอยู่เสมอนั้น คำอธิบายของเขาก็พอฟังคือ เขาอธิบายว่าถึงแม้ คนเราตามปกติไม่ได้ฝึกก็ยังสามารถทราบความคิดของผู้อื่นเข้า โดยบังเอิญได้บ้าง และเจโตปริยญาณนี้ก็คือ ดวงจิตของกายทิพย์นั้น เองและเจโตปริยญาณนี้ยังผิดกันกับอายตนะอื่นๆ ของกายทิพย์อยู่ ส่วนหนึ่ง คือว่า อายตนะทั้ง 5 ของกายทิพย์นั้น ทำงานอยู่ส่วนหนึ่ง ต่างหากจากกายธรรมดา

The Yogi doctrine is considered Jato’s perceptions of people are already and always working. His explanation is enough to listen. He explained that even though People normally do not practice, can still know the thoughts of others. By chance And Jato Prinyana is The mind of that body And Jato is also wrong with other things The part of the body that is part of the body is that all 5 of the body Working part Separate from normal body

แต่ส่วนเจโตปริยญาณซึ่งเป็นอายตนะที่ 6 ของกายทิพย์ ย่อมเป็นเครื่องเชื่อมในระหว่างกายทิพย์กับกายธรรมดา ให้ติดต่อกันได้ และยิ่งกว่านั้น ลัทธิโยคีถือว่าเจโตปริยญาณมีอวัยวะ ส่วนหนึ่งติดอยู่กับร่างกายธรรมดาที่เดียว เขาอธิบายว่าอวัยวะส่วนนี้ ติดอยู่กับสมองนั้นเอง เป็นเมล็ด ๆ ที่จะใช้เป็นเครื่องรับความคิดของ ผู้อื่นเหมือนอย่างเครื่องรับกระแสวิทยุ

But Jato Priyanyan, who is the 6th Ayatana of the nectar, is a link between the body and the body Can contact each other And more Yogi ideology is considered Jeto Prism with organs. One part is attached to a single body. He explained that these organs Attached to the brain itself as a seed that will be used as an idea Others like radio receivers

เมื่อคนๆหนึ่งคิดอะไรขึ้น ความคิดนั้นจะดีหรือร้าย ก็ย่อมมี กระแสพุ่งออกไปเสมอ และกระแสเหล่านี้ย่อมไปเข้าในเครื่องรับของผู้อื่น ซึ่งผู้รับนั้นเองอาจรู้สึกได้ การส่งกระแสให้กันนั้น บางทีก็เป็นไปโดยมิได้ตั้งใจ แต่ถ้าส่งให้แก่กันโดยตั้งใจ กระแสก็ยิ่งจะชัดเจนขึ้น สำหรับเจโตปริยญาณนี้การส่งไม่ยากนัก เพียงตั้งใจให้แน่วแน่ทำความคิดให้มีกำลังแรงพอ และคิดอยู่แต่ในข้อความที่ จะส่งนั้นอย่างเดียวก็สามารถส่งได้

แต่สำหรับผู้รับ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ความสามารถที่จะรับกระแสดวงจิตมีอยู่ 2 ชั้น คือรับในเมื่อผู้ส่งต้องการให้ ซึ่งถึงแม้จะทำสำเร็จได้ก็ยังนับว่าเป็นขั้นตำ แต่ชั้นที่สูงขึ้นไป คือ รับได้แม้เมื่อผู้ส่ง ไม่ต้องการส่งให้ เป็นแต่ว่าเมื่อกระแสความคิดของใครผ่านมาก็รับ เอาไว้ได้หมด ลัทธิโยคีถือว่าเครื่องรับของมนุษย์มีอยู่บริบูรณ์แล้ว และมีความสามารถรับได้เสมอ เว้นแต่ดวงจิตจะไม่รู้สึกเท่านั้นเอง ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำในลัทธิโยคีก็คือ หัดให้ดวงจิตรู้สึกกระแสที่เจโตปริยญาณรับมาแล้ว

ลัทธิโยคี กับ ทางพระพุทธศาสนา

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org