เมตตากรุณา

เมตตากรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์

เมตตากรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์

ในลัทธิโยคนั้น ดวงจิตที่เขาจะเรียกว่าดวงจิต ต้องเป็นดวงจิตที่ ได้รับการฝึกฝนแล้ว และอยู่ในสภาพเบื้องสูง ดวงจิตที่ไม่อยู่ในสภาพ เบื้องสูงได้ เขาไม่เรียกว่าดวงจิต จะเรียกว่าอะไรไม่มีชื่อ, ด้วยเหตุนี้ คำอธิบายของเขาในเรื่องดวงจิตนั้น เขาจึงอธิบายว่า

In that yok The soul that he will call the soul Must be a soul Already trained And in a high state The soul that is not in a high state can not be called the soul. Will be called nothing without a name, for this reason his explanation of that soul He explained that

“ดวงจิตเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือความ รู้สึกธรรมดา (สัญญา) และอยู่เหนือปัญญา เมื่อ ดวงจิตมีกำลังแรงกล้า มนุษย์ก็มีสภาพสูงขึ้น, มีความเลื่อมใสในศาสนาและปฏิบัติตาม, มีความ เมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์มีความยุติธรรม, ไม่เห็นแก่ตัว”

“The soul is a natural one. Which is above normal feelings (promises) and above wisdom when the soul has strength Humans are more advanced, have religious faith and follow, have compassion for human beings, are fair, unselfish. “

ข้อความต่อไปนี้เป็นคำแปลคำอธิบายของเขา ซึ่งได้ตัดเอามาแต่บางตอน

The following text is a translation of his description. Which has been cut for some time

“เมื่อมนุษย์มีกำลังดวงจิตมากขึ้นเขาก็รู้สึกรักความติดต่อกับเพื่อน มนุษย์ด้วยกัน เขาไม่สามารถจะทนดูความทุกข์ร้อนของเพื่อนมนุษย์ได้ เขาต้องการหาทางช่วยเหลือให้พ้นภัย และปลดเปลื้องความยากลำบาก ธรรมชาติฝ่ายสูงอันเป็นลักษณะของมนุษย์ ย่อมจะเพิ่มพูนขึ้น เพื่อต่อสู้ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ อันเป็นลักษณะของสัตว์ดิรัจฉาน การที่ธรรมชาติฝ่าย สูงกับฝ่ายต่ำต่อสู้กันนั้นเราจะสังเกตเห็นได้ในตัวเราทุกๆ วัน แต่ก่อน มาถือว่ามีตัวมารคอยชักนำมนุษย์ไปในทางที่ผิด แต่มีเทวดามาคอย คุ้มครองป้องกัน และชักจูงให้หันกลับมาในทางที่ดี แต่ในสมัยนี้เราเข้าใจ กันดีแล้ว การต่อสู้อันนี้ก็คือธรรมชาติสองฝ่ายในดวงจิตนั้นเอง

“When humans have more spiritual power, they feel love and contact with friends. Humans together He could not bear the suffering of human friends. He wants to find a way to help him escape.

“ดวงจิตที่มีกำลังย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความผิดในศิลปวิทยา ทั้งหลาย และอำนาจในตัวคนจะมีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อดวงจิตมีกำลัง และ ต่อเมื่อธรรมชาติฝ่ายสูงมีความสามารถข่มอำนาจฝ่ายต่ำอยู่เสมอ กล่าว คืออำนาจเหล่านี้จะมีขึ้นได้ต่อเมื่อเป็นการแน่นอนว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของ อำนาจจะไม่นำไปใช้ในทางที่ผิด”

ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าดวงจิตแบ่งออกเป็นสองภาค และมีหน้าที่ 2 ประการ

ภาคหนึ่งเป็นภาคคิด คือดวงจิตแท้ ที่ภาษาบาลีเรียกว่า จิต และที่อังกฤษเรียกว่า Thought

อีกภาคหนึ่งเป็นภาคบัญชาการ คือ ภาคใจ ที่ภาษาบาลี เรียกว่า มโน และอังกฤษเรียกว่า Mind

ทั้งสองภาคนี้ถ้าหากจะเปรียบกับธรรมนูญการปกครองอย่าง สมัยใหม่ ก็ต้องเปรียบจิตเหมือนอำนาจออกกฎหมาย (Legislative) และเปรียบใจเหมือนอำนาจอนุวัติ (Execultive) คืออำนาจที่จะปฏิบัติให้ เป็นไปตามกฎหมายที่ออกมาแล้ว หรือถ้าจะเปรียบให้ง่ายลงอีก สำหรับ จะให้เข้าใจกันได้ในประเทศเราก็คือ จิตได้แก่กระทรวงยุติธรรม และใจ ได้แก่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมมีกรรมการร่างกฎหมาย จะ ออกกฎหมายข้อใดก็ต้องตริตรองวินิจฉัยคิดแล้วคิดอีก เมื่อเป็นกฎหมาย เอว กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีตำรวจ ก็คอยกวดขันบังคับให้พลเมืองตามกฎหมาย ทั้งสองหน้าที่นี้จะว่าใครสำคัญมากน้อยกว่าใครไม่ได้

ต่างฝ่ายก็ต่างสำคัญด้วยกัน แต่หน้าที่วิธีทำงานและการฝึกฝนผิดกันไป คนละอย่าง ทางกรรมการร่างกฎหมายต้องฝึกหัดความคิดให้รอบคอบ เที่ยงธรรมและทางตำรวจต้องมีไหวพริบมีกำลังกาย พอที่จะต่อสู้กับ ผู้ที่ทำผิดกฎหมายหรือขัดขืนกีดขวางทางปฏิบัติของตน ดังนี้ฉันใด จิต และมโน คือใจก็เป็นฉันนั้น จิตเป็นผู้คิดการว่าจะควรทำอย่างไร เมื่อได้ ตัดสินแน่นอนว่าจะทำอย่างไรแล้ว ก็มอบให้ใจเป็นผู้ทำต่อไป ส่วนใจ ผู้รับงานไปทำก็จำต้องมีความพยายามพอที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จไป และต้องมีกำลังพอที่จะต่อสู้อุปสรรคทั้งหลายที่จะมาขัดขวางในเวลา ปฏิบัติการนั้นๆ

เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์นั้น มี 2 อย่าง คือ 1. ความถูกต้องเที่ยงธรรม และ 2. อำนาจ ใน ประการต้นสำหรับจิต และในประการที่ 2 สำหรับใจ คือ จิต จะต้อง ได้รับความฝึกฝนให้คิดอะไรถูกต้อง เที่ยงธรรมอยู่เสมอ และ ใจ จะต้อง ได้รับความฝึกฝนให้มีอำนาจ และมีกำลังอยู่ทุกเมื่อ

เมตตากรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org