ส่วนประกอบ

ส่วนประกอบ ของมนุษย์ทั้ง 5 ประการ

เมื่อมี ส่วนประกอบ ของมนุษย์ทั้ง 5 ประการ คือ

1) ร่างกาย

2) เจตภูต หรือ กายทิพย์

3) ปราณ

4) สัญญา

5) ปัญญา

นี้แล้ว มนุษย์ก็เป็นมนุษย์เต็มที่และมีสภาพสูงกว่า สัตว์ดิรัจฉาน แต่ตามลัทธิของโยคีนั้น ทำให้มนุษย์เป็น มนุษย์ขึ้นเท่านั้นเอง คือทำให้พ้นจากลักษณะสัตว์ดิรัจฉาน ขึ้นเท่านั้น แต่การที่จะให้เป็นมนุษย์ประเสริฐขึ้นนั้นข้อความ ในลัทธิโยคีทั้งสองบทที่ท่านได้อ่านมาแล้ว ท่านจะเห็นได้ ว่าหลักวิชชาในลัทธิโยดีไม่ขัดกับหลักในพระพุทธศาสนา ของเรา และการเรียนลัทธิโยคี ซึ่งเป็นสาขาอันหนึ่งของวิชชา ลึกลับนั้น ไม่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจประการใด ตรงกันข้ามเรา จะได้พบหลักความคิดที่อาจเป็นของใหม่สำหรับเราเพื่อช่วย

This man is then fully human and has a higher condition. Beast But according to Yogi’s doctrine Make human beings Only humans That is, to free himself from the nature of the beast, but to be a better human being In the Yogi doctrine, the two chapters you have read You can see That the principles of transcendence in Yodi do not conflict with our principles in Buddhism and Yogi cultivation Which is a branch of that mysterious enlightenment is not a nasty thing Opposite us Will find the ideas that may be new to us to help

ให้เราสามารถเทียบเคียงหลักในพระพุทธศาสนาของเราให้ เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นอีก

5 ปัญญา

ปัญญาเป็นชั้นสูงและชั้นสำคัญที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ ดิรัจฉานส่วนประกอบทั้ง 4 ส่วนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มนุษย์กับสัตว์ ติรัจฉานมีอยู่เท่า ๆ กัน แต่เมื่อมนุษย์เราขึ้นมาถึงขั้นที่ 5 คือปัญญา แล้ว ก็แปลว่าเป็นมนุษย์เต็มที่ และนับว่าเราได้บรรลุผลที่เราได้พยายาม ทำมาเป็นเวลาตั้งหลายหมื่นหลายแสนปี

ความผิดแผกแตกต่างกันในระหว่างสัญญากับปัญญานั้น เรา ได้เห็นมาบ้างแล้วในเวลาอ่านถึงเรื่องสัญญาแต่เพื่อจะให้เข้าใจชัดเจน แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เราจึงควรระลึกถึงหลักเกณฑ์และอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้

เมื่อเรามีแต่สัญญาอย่างเดียว ไม่มีปัญญา เรา ก็มีแต่ความรู้สึกซึ่งไม่มีอะไรควบคุม เรามีความ ปรารถนาแต่ไม่รู้จักทางที่จะได้สิ่งที่ปรารถนานั้น โดยดี เรามีความมุ่งหวังอยากได้แต่ไม่รู้จักหาเหตุ ผลคิดทำให้ได้มาในทางที่ชอบ ความต้องการ ของเราจะรุนแรงมากโดยไม่มีอะไรคอยเหนี่ยวรั้ง เราเลย

โดยนัยนี้เราจะเห็นได้ว่า เมื่อใดมนุษย์รู้จักมีความคิดหาเหตุผล เมื่อใดมนุษย์มีเครื่องเหนี่ยวรั้งความรู้สึก เมื่อใดมนุษย์รู้จักไตร่ตรองหา ทางที่จะได้สิ่งที่ตนปรารถนามาโดยวิธีที่ชอบธรรม เมื่อนั้นและปัญหาได้

เกิดขึ้น และเมื่อนั้นแหละมนุษย์จึงเป็นมนุษย์คือ สูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถ้าจะพูดกลับเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า มนุษย์คนใดไม่รู้จักมีความคิด หาเหตุผล, ไม่รู้จักเหนี่ยวรั้งความรู้สึกที่จะทำให้ฟุ้งซ่าน และไม่รู้จักหา ที่จะประสบสิ่งที่ตนปรารถนาโดยชอบธรรมแล้ว มนุษย์คนนั้นยังไม่ เป็นมนุษย์ ยังคงเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ และสมควรจะเข้าอยู่ในหมู่สัตว์ เดรัจฉานมากกว่าในหมู่มนุษย์ด้วยกัน.

อีกประการหนึ่ง เมื่อปัญญาบังเกิดขึ้น มนุษย์เราก็รู้จักเลิก การที่จะคอยแต่ “เอาอย่าง” เรารู้จักมีความคิดความเห็นของตนเอง เรารู้จักคิดพึ่งพาอาศัยตัวเราเอง เรารู้จักเทียบเคียงตัวของเรากับมนุษย์ อื่น แล้วก็คิดหาเหตุผลพยายามทำตัวของเราให้ดีเท่าเขา หรือให้ก้าวหน้า เลยเขาไป เรารู้จักเก็บผสมความผิดและรู้จักหาข้อสันนิษฐาน หรือวินิจฉัย สิ่งต่างๆ ด้วยตัวเราเอง เรารู้จักพิจารณาแยกสิ่งต่างๆ รู้จักจัดลำดับ ชั้นและพินิจพิเคราะห์สิ่งทั้งหลายโดยละเอียด ครั้นแล้วก็แสวงหาความ คิดของตัวขึ้นใหม่ ไม่แต่คอยเอาความคิดของผู้อื่นมาใช้อย่างเดียว เรา รู้จักมีความเชื่อในความสามารถของเราเอง เชื่อความคิดของเราเอง โดยไม่คอยแต่จะหลับตาเชื่อผู้อื่นต่อไปนี่แหละ เป็นลักษณะของปัญญา ตามที่เขาอธิบายไว้ในหลักลัทธิโยคี

ส่วนในทางพระพุทธศาสนาของเรานั้น ความหมายของปัญญาก็มี ลักษณะเป็นอย่างเดียวกัน และมีหลักเป็นทำนองเดียวกันว่าปัญญาไม่ใช่ ธรรมชาติที่มีมาแต่กำเนิด ปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อมนุษย์ เราเติบโตขึ้นแล้ว ในทางพุทธศาสนาของเราแสดงที่เกิดของปัญญาไว้ 3 ประการ คือ

1. จินตามยา ปัญญา-ปัญญาที่ได้มาด้วยการคิด (Wisdo obtained by thought)

2. สุตมยา ปัญญา-ปัญญาที่ได้มาด้วยการเรียน (Wisdomobtained by study)

3. ภาวนามยา ปัญญา-ปัญญาที่ได้มาด้วยการตรองค้นอย่าง ลึกซึ้ง (Wisdom obtained by meditation)

เราจะเห็นได้ว่า

ตามหลักในพุทธศาสนาของเราเอง ก็ถือว่าปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคนเรารู้จักคิดอ่าน รู้จักใช้ความคิด ความสันนิษฐานของตนเอง การเรียนเป็นบ่อเกิดสำคัญ ในขั้นที่ 2 ซึ่งเมื่อเรารู้จักคิดบ้างแล้ว เราก็ต้องพยายาม ที่จะรู้ว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร เขามีความเห็นอย่างไร แต่ความพยายามของเราจะควรสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ก็หาไม่ เรายังควรพยายามต่อไปเป็นขั้นที่ 3 คือนำ เอาข้อที่เราเคยคิดเคยเรียนเคยสดับรับฟังนั้นมาตรอง ค้นดูอย่างลึกซึ่งอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแสวงหาความคิดใหม่ ของเราเอง ที่พระพุทธเจ้าทรงนับเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่ มนุษย์ทั้งหลายที่จะพึงมี

ส่วนประกอบ ของมนุษย์ทั้ง 5 ประการ

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org