สัญญา

สัญญา

“ สัญญา ” สัญญา คือความรู้สึก ในภาษาฝรั่งเรียกว่า Consciousness แต่คำอังกฤษที่ใช้ในลัทธิโยคีที่ข้าพเจ้านำมาใช้เป็นหลักในการเขียน เรื่องนี้ เขาเรียกว่า Instinctive mind และเขาอธิบายไว้ตรงกับหลักใน พระพุทธศาสนาของเรา เพราะฉะนั้นการอธิบายคำว่าสัญญาต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจึงใคร่อธิบายตามหลักในพระพุทธศาสนา ซึ่งเราจะเข้าใจดีกว่า เพราะเป็นหลักที่เราคุ้นเคยดี

“Contract” is a feeling. In western languages called Consciousness But the English word used in the yogi cult that I used to be the main subject of this story is called the Instinctive mind and he describes it in principle Our Buddhism Therefore explaining the following terms I therefore would like to explain the principles of Buddhism. Which we will understand better Because it is the principle that

ในชั้นต้นเราจึงกำหนดจำคำสองคำคือสัญณี กับอสัญณี สัญญา แปลว่ามี สัญญาคือหมายความว่ามีความรู้สึก ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Conscious. อสัญญีแปลว่าไม่มีสัญญา หมายความว่าไม่มีความรู้สึก ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Unconscious การที่ไม่มีความรู้สึกนั้น เช่นใน เวลาสลบ แต่ไทยเราเอาคำอสัญญี มาใช้เป็นตาย เช่นคำว่าอาสัญ หรือ อสัญกรรม เราหมายความว่าตาย ซึ่งบางที่จะเกินไปสักหน่อย เพราะถึงแม้ในภาษาบาลีก็ดูเหมือนจะไม่หมายความถึงตาย (ปทานุกรมกระทรวง ศึกษาธิการ แปลคำอสัญว่าสินสติเท่านั้น และในปทานุกรมภาษาบาลี ของชิลเดอร์ เขาก็แปลคำอสัญญาว่า Unconscious) คำอสัญญี่นี้ มีคำตรงกันอีกคำหนึ่งว่า วิสัญญี ซึ่งแปลว่าหมดความรู้สึก คือ Unconscious เหมือนกัน

ฉะนั้นเราจึงเป็นที่เข้าใจว่า คำว่าสัญญานั้น หมายความว่าความรู้สึก แต่ผู้ที่หมดความรู้สึกจะเรียกว่าตายที่เดียวยัง ไม่ได้ ยังคงเป็นอสัญญี่อยู่ จนกระทั่งส่วนประกอบอื่นๆ ของร่างกาย แตกสลายไปจนไม่เปิดทางให้สัญญาคือความรู้สึก บังเกิดขึ้นมาใหม่ได้ แล้วเมื่อนั้นแหละจึงจะเรียกว่าพึ่งเข้าใจ อีกอย่างหนึ่งสัญญานี้ไม่ใช่มีอยู่ในมนุษย์กับสัตว์ เท่านั้น สัญญามีอยู่ในต้นไม้ด้วยเหมือนกัน และยิ่งกว่านั้นนักปราชญ์ยัง พิสูจน์ต่อไปว่าสัญญามีอยู่ในแร่ด้วย แต่ทว่า แร่ก็ดี ต้นไม้ก็ดี มีบ่อเกิด ของสัญญาน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์เพราะมนุษย์และสัตว์มีทางเกิดสัญญา ถึง 5-6 ทาง ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า แต่แร่กับต้นไม้นั้น นอกจาก การกระทบทางกายอย่างเดียวแล้วก็ไม่มีทางที่สัญญาจะเกิดได้ในทางอื่น ต้นไม้บางชนิดที่มีสัญญาแรงล้าเช่นผักกระเฉด หรือไมยราบ ก็จะต้องมี อะไรมากระทบเข้าจึงจะรู้สึกและหดเที่ยวลงทันที แต่สำหรับมนุษย์ และ สัตว์บางจำพวกที่มีธรรมชาติสมบูรณ์แล้ว ย่อมมีทางให้เกิดสัญญาได้ถึง 6 ทางดังในหลักพระพุทธศาสนาของเราได้วางไว้ต่อไปนี้

1. สัญญาที่เกิดจากการกระทบทางตาเรียกว่าจักขุสัมผัสสชาสัญญา (Consciousness springing from the contact of the eyes)

2. สัญญาที่เกิดจากการกระทบทางหูเรียกว่าโสตสัมผัสสชาสัญญา (Consciousness spring from the contact of the ears )

3. สัญญาที่เกิดจากการกระทบจมูกเรียกว่าขานสัมผัสสชา สัญญา (Consciousness springing the contact of the nose)

4. สัญญาที่เกิดจากการกระทบทางลิ้นเรียกว่า ชิวหาสัมผัสสชา สัญยา (Consciousness springing from the contact the tongue.)

5. สัญญาที่เกิดจากการกระทบทางกายเรียกว่ากายสัมผัสสชา สัญญา (Consciousness springing from the contact the touch)

6. สัญญาที่เกิดจากการกระทบทางใจเรียกว่ามโนสัมผัสสชา สัญญา (Consciousness springing from the confact of mind)

สัญญากับปัญญานั้นต่างกันมาก สัญญาเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ ตบแต่งมาให้เราแต่กำเนิด แต่ส่วนปัญญาเป็นสิ่งที่เรามามีขึ้นภายหลัง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว อนึ่งสัญญาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในตัวบุคคลที่จะต้องบำรุง รักษาเท่ากับปัญญาเหมือนกัน เพราะในสมัยที่ปัญญามนุษย์ยังไม่เกิดนั้น สัญญากระทำหน้าที่อันสำคัญที่เป็นประโยชน์อันใหญ่ยิ่งแก่ตัวมนุษย์ เราลองคิดถึงตั้งแต่สัตว์ดิรัจฉานขึ้นมาเราจะเห็นได้ว่าสัตว์เหล่านั้นได้ อาศัยสัญญาเป็นเครื่องช่วยตัวอยู่เป็นอันมาก

นกที่รู้จักสร้างรังของมันก็ดี หรือที่รู้จักหนีอากาศหนาวไปสู่ที่ๆ อากาศอบอุ่นก็ดี ปลาที่รู้จักหลบหลีก เข้าไปรวมกันอยู่ตามหน้าวัด ซึ่งเป็นที่ที่ชาวประมงจะไปจับมันไม่ได้ก็ดี แมวที่รู้จักหาตะไคร้ใบหญ้ากินในเวลามันปวดท้องหรือเมื่อจวนจะคลอดลูกก็ดีสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นในตัวของมันเอง จะนับเป็น ปัญญาไม่ได้ เพราะไม่มีใครสอนให้มันทำ ดังนั้น สัตว์บางจำพวกมี ปัญญาได้เหมือนกัน ในเมือมนุษย์จับมาสอนเช่นสัตว์ที่เล่นละครสัตว์ แต่ถึงแม้สัตว์จะไม่มีปัญญาเลย มันก็ยังอาศัยสัญญาของมันเองเป็น เครื่องช่วยและดำรงชีวิตอยู่ได้

สำหรับมนุษย์เราถึงแม้เราจะมีปัญหาอยู่มากๆ แล้ว ก็ดี สัญญาของเราก็ยังทำประโยชน์ให้แก่เราจนบาง ครั้งเราไม่รู้สึก หลงไปว่าปัญญาเป็นผู้ทำ ความหลง ในข้อนี้ ทำให้เราละเลยไม่ให้ความยุติธรรมแก่สัญญา ไม่บำรุงสัญญาของเราให้ดี ไปมัวบำรุงแต่ปัญญา และลงท้ายเมื่อสัญญาไม่ดีปัญญาก็ดีขึ้นไม่ได้

สิ่งที่มนุษย์ทำด้วยสัญญาอย่างเดียวโดยมิได้อาศัยปัญญาเลยนั้น มีอยู่เป็นอันมากยกตัวอย่างเช่นการหัวเราะเมื่อดีใจ หรือการร้องไห้เมื่อ เสียใจ ซึ่งมนุษย์ทำได้เหมือนกันทุกชาติทุกภาษาและทำได้โดยไม่มีใคร สอน เด็กที่หิวรู้จักหยิบอะไรใส่ปาก เด็กที่กลัวรู้จักคลานหนีเหล่านี้เป็นต้น ยอมทำไปด้วยสัญญาแม้คนที่เติบโตแล้วก็ดี ในวันหนึ่งๆ สัญญาทำงาน เรากำลังอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งดวงจิตเรามัวไปคิดถึงเรื่องอื่นเสีย เรายังอ่านหนังสือไปได้ แต่เราไม่เข้าใจเรื่องดี เราน่าจะพิศวงสงสัยว่า ทำไมเราจึงอ่านหนังสือต่อไปได้ ตอบได้ว่าที่เราอ่านต่อไปได้นั้นสัญญา เป็นผู้ทำงาน

กิจการบางอย่างในขั้นแรกเราต้องคิดต้องตั้งใจมากในเวลางาน แต่ถ้าหากเราทำงานเคยชินเสียแล้ว สัญญาก็ทำได้เองโดยมิต้องมีอะไรนำหรือบังคับ เวลาเรารับประทานอาหารมีน้อยนักที่เราจะต้องไป กังวลนึกถึงว่าเราจะกินอะไร รับประทานอาหารอย่างไร เราสนทนาไป หรือนึกเรื่องอื่นๆ ไป การรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่เราเคยชินจนไม่ต้อง ใช้ปัญญา สัญญาทำเองได้ตลอด และบางทีเมื่อเรารับประทานอิ่มไปแล้ว เราไม่รู้สึกหรือจำไม่ได้ว่าเรารับประทานอะไรไปบ้าง นักดนตรีที่ชำนาญ เล่นดนตรีโดยไม่ต้องดูโน้ตเพลงเล่นไปได้เอง โดยมือเป็นผู้ทำในความ ควบคุมของสัญญาและไม่ต้องใช้ความนึกหาหรือความตั้งใจอะไรก็ได้ สัญญาเป็นธรรมชาติที่มีภาระอย่างใหญ่อยู่ในตัวเราดังนี้

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org