ข.การลูบ

บทที่3 ข.การลูบ และ ค. การเป่า

ข.การลูบ และ ค. การเป่า

การหัด ข.การลูบ นั้นง่ายกว่าหัดดู คำว่าลูบในที่นี้ไม่จำเป็นต้องถูก ต้องตัวเสมอไป ลูบห่างๆ โดยไม่ถูกตัวเลยก็ได้ แต่จะต้องหัดลูบ อย่างสม่ำเสมอค่อยๆ และทำตามปกติ ประกอบด้วยความกรุณา เหมือนมารดาที่ลูบคลำลูกน้อย และในเวลาลูบนั้นต้องมีความตั้งใจ มั่นอยู่ในการลูบอย่างเดียวโดยไม่นึกถึงสิ่งอื่น

การหัดลูบต้องทำเรื่อยไปตั้งครึ่งชั่วโมงหรือเต็ม ชั่วโมงหรือนานกว่านั้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อย และวิธีฝึกหัด ที่ดีที่สุดคือ ให้คิดสมมุติว่ามีคนๆ หนึ่งอยู่ตรงหน้าแล้วยื่นนิ้วมือ ไปยังที่ที่สมมุติเป็นดวงตาของคนที่นั่งอยู่คะเนให้ห่างตั้งแต่สอง นิ้วถึงห้านิ้ว แล้วก็ค่อยลดมือลงเรื่อยไปจนถึงเท้า ให้ได้ระยะ เสมอเท่ากันดีไม่ช้าบ้างเร็วบ้าง ทำขึ้นๆ ลงๆ อยู่ดังนั้นแล้วก็ ตั้งใจไปพร้อมกัน ในเวลายกมือขึ้นไม่ต้องตั้งใจอะไร แต่เวลา ลดมือลงต้องตั้งใจบังคับตามแต่จะต้องการลูบลงนั้นตามปกติ ยอมทำให้หลับ ฉะนั้นเมื่อทำให้หลับแล้ว ถ้าต้องการจะให้ตื่นก็ต้องให้ลูบขึ้น

ค. การเป่า

การเป่านั้นต้องหัดให้สม่ำเสมอเช่นเดียวกันกับการลูบ วิธีหัดเป่านั้นเขาสอนว่าทุกๆ เช้าเวลาตื่นเช้าให้ยืนตั้งตัวตน และหุบปาก หายใจอย่างช้าๆ และให้ยาวเข้าทางจมูก จนกระทั่ง ลมหายใจเข้าไปบรรจุเต็มอยู่ในปอด และเก็บลมหายใจไว้ในปอ ราว 1 นาทีแล้วก็เป่าออกทางปาก การฝึกหัดในเรื่องนี้ดูเป็นการ ง่ายแต่ข้อยากอยู่ที่การที่จะทำให้ลมหายใจเข้าและเป่าออกนั้น สม่ำเสมอกัน ไม่ค่อยบ้างแรงบ้าง การเป่านั้นเป็นเครื่องใช้สำหรับ รักษาโรคคือให้เป่าในตอนที่เจ็บป่วย และประโยชน์ของการเป่า อีกอย่างหนึ่ง คือ ทำคนที่ถูกสะกดให้หลับแล้วตื่นขึ้นโดยวิธีเป่า ที่ตรงหน้า

การฝึกหัดตามวิธีต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ย่อมมีประโยชน์ เสมอ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ในการสะกดดวงจิตก็ยังเป็นเครื่องช่วยให้มี อนามัยดีและกำลังใจกำลังตาเข้มแข็งขึ้นและเมื่อได้ฝึกหัดดังนี้แล้ว กิจที่เราจะต้องทำต่อไป ก็คือลงมือหัดทำการสะกดดวงจิต

การทำการสะกดดวงจิตนั้น ตามตำรากล่าวว่าเมื่อได้ฝึกหัด ความรู้อันเป็นพื้นดังกล่าวมาข้างต้นนั้นแล้ว การสะกดก็ไม่เป็น การยาก ถ้าหากว่าผู้ถูกสะกดยอมให้สะกดก็เป็นการง่าย เป็นแต่ เพียงให้ผู้นั้นนั่งลงและบอกให้รู้ว่าตามทุกอย่าง จะให้เขาหลับตาก่อนก็ได้ ให้ผู้สะกดจับมือผู้ที่ยอมให้ สะกดถือไว้จนชีพจรเดินเข้ากันดีแล้วจึงตั้งต้นลูบ บางที่จะเอามือจับที่ หน้าผากของผู้ที่ยอมให้สะกดและใช้หัวแม่มือลูบที่หลังตาของผู้นั้นก็ได้ การที่ผู้ถูกสะกดยอมให้สะกดนั้น ผลสำเร็จย่อมมิได้โดยง่าย

สำหรับผู้ที่ไม่ยอมให้สะกด ย่อมเป็นการยากมาก ผู้สะกดต้องมี อำนาจอันได้ฝึกฝนไว้แรงมากพอและสายตาเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ต้อง จ้องตาผู้นั้นและตราบใดที่เขาไม่ยอมให้ดูตา หรือเขาตั้งใจขัดขืนแล้วก็ เป็นการยาก จะทำให้สำเร็จได้ในทันทีที่เขาเผลอตัว ในการสะกดผู้ที่ไม่ ยอมให้สะกดนั้น มีเครื่องช่วยเหลืออย่างดีอีกอันหนึ่งคือปลายนิ้ว ซึ่งต้อง ใช้พุ่งกระแสปราณเข้าไปทางนัยน์ตาของเขาพร้อมทั้งสายตาของผู้สะกด ช่วยกันให้มีกำลังมากขึ้น

แต่เมื่อเรียนผูกแล้วต้องเรียนแก้ เมื่อสะกดคนให้ หลับแล้ว ก็ต้องรู้จักปลุกคนให้ตื่น การปลุกให้ตื่น นั้นได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ว่ามีสองวิธีคือลูบขึ้นวิธี หนึ่ง และเป่าลมที่หน้าอีกวิธีหนึ่ง โดยมีความตั้งใจ ที่จะปลุกให้ตื่น

 “วิชชาลึกลับ” (Occult Sciences) นามว่าวิชชา ลึกลับอาจเป็นนามที่ตั้งกันขึ้นใหม่เพราะตามทางศึกษาและ หลักฐานที่เราหาได้นั้นวิชชาชนิดนี้ไม่เป็นของลึกลับในสมัย โบราณเลย ตรงกันข้าม เป็นวิชชาเก่าแก่เกิดขึ้นพร้อม กันกับมนุษย์ในโลกเพราะความคิดในเรื่องวิชชาชนิดนี้เป็น ความคิดอันแรกของมนุษย์เรา และในครั้งกระนั้น การเรียน วิชชาลึกลับอาจเป็นการเรียนตามธรรมดาอย่างที่เรา เรียนวิชชาแพทย์, ช่างกล หรือวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้เอง หาเป็นของลึกลับอย่างใดไม่.

แต่มาถึงสมัยนี้ ซึ่งเราเรียกว่าสมัยใหม่และเราเรียกตัว ของเราเองว่าคนหัวใหม่ เราพากันเอาใจใส่ในวิชชาการต่างๆ ที่ให้ประโยชน์รวดเร็วทันตาเห็น เราอยู่รวมหมู่กันมากๆ ชีวิตของเราเต็มไปด้วยความอึกทึกครึกโครม ไม่มีโอกาส จะแสงหาความรู้ที่ต้องการความสงบสงัด เราจึงพากันให้ ความยุติธรรมแก่วิชชาลึกลับ หรือจิตศาสตร์นี้เป็นอันมาก เราเห็นว่าเป็นของไม่จริง เราเห็นว่าจะทำให้คนเป็นบ้า เรา เห็นว่าถ้าเป็นจริงก็เอาไปใช้ในทางที่ผิด เราเห็นเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับศีลธรรมความดีงามของมนุษย์ รวมใจความว่า อย่างมากเราเข้าใจกันว่าวิชชาลึกลับเหล่านี้เป็นของเลวทรามด้วยประการทั้งปวง

อันที่จริงจะว่าความผิดของเราแท้ก็ไม่ได้ เพราะในสมัยนี้เรา ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นข้อพิสูจน์ในเรื่องวิชชาลึกลับมากพอ หรือไม่ได้ เคยเห็นเลย หรือเพียงได้ยินคำบอกเล่า แต่ทว่า สิ่งไรที่เราไม่เคยเห็น เราจะเหมาเอาว่าสิ่งนั้นไม่มีเสียที่เดียวหาได้ไม่ แม้ทางการของศาล เมื่อขาดประจักษ์พยาน ศาลยังต้องฟังคำพยานประพฤติเหตุแวดล้อม กรณี และรับว่าเป็นความจริงบ้าง ฉันใด การเสาะแสวงค้นคว้าหา ความรู้ต่างๆ ก็ฉันนั้น สภาพของโลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับ ความหมุนเวียนของตัวโลก เราเห็นชัดแก่ตาเราอยู่ทุกวัน ว่าความเป็นไป ของโลกนั้น ในกาละหนึ่งย่อมมีความสว่างแถบหนึ่ง ความมืดแถบหนึ่ง ต่อไปแถบที่มืดก็กลับสว่าง แถบที่สว่างก็กลับมืด วันคืนที่ผ่านไปในชีวิต ของเราก็เป็นอยู่อย่างนี้

แม้แต่ดวงพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นดวงไฟที่แรงที่สุด ในโลก ยังไม่สามารถจะส่งโลกให้สว่างทั่วไป ทุกแห่งในขณะเดียวกันได้ฉันใด มนุษย์เราก็ไป สามารถที่จะรู้เห็นไปทุกสิ่งทุกอย่างในนัยเดียวกัน ได้ฉันนั้น ที่ใดที่มืดอยู่เราแลเห็นอะไรไม่ได้ ตา เราจะสันนิษฐานว่า ในที่นั้นไม่มีอะไร ดังนี้หาได้ไม่ ในที่นั้นๆ อาจมีอะไรๆ อยู่ หากเรามองไม่เห็นจนกว่าจะมีดวงประทีปดวงใด ดวงหนึ่งมาส่องแสงสว่างให้เรา

แต่เราจะกล่าวว่า ในสมัยนี้ไม่มีอะไรพิสูจน์ให้เราเชื่อวิชชา ลึกลับเสียเลยก็ไม่ได้ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าบุคคลที่สามารถใช้วิชชาเช่นนี้ ในเวลานี้ก็ยังมีอยู่ (แต่ไม่ใช่ข้าพเจ้า) หากแต่เราถือเป็นความลึกลับ  มากเกินไปจนไม่มีใครยอมสอนไม่มีใครยอมทำอะไรโดยเปิดเผย ส่วนพวกที่ทำโดยเปิดเผยก็เป็นพวกเก๊หลอกคนกินจนกลแตกออกมา วันหนึ่ง แต่ผู้ที่รู้วิชชานี้และสามารถใช้วิชชานี้โดยสุจริต ยังมีอยู่อีก ไม่น้อยเลย ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

ข้อที่หาว่า จะทำให้คนเป็นบ้านั้น ข้าพเจ้าขอตอบว่า“จริง”

ข้ามชั้น ให้ถึงผลสำเร็จทีเดียว ดังนี้ ย่อมเป็นเหตุให้เรา

การเรียนวิชชาลึกลับ อาจทำให้คนเป็นบ้าเสียสติ ในเมื่อผู้เรียน เรียนไม่ถูกทาง หรือไม่ทราบหลักอันแท้จริงของวิชชาเหล่านี้อยู่ที่อะไร

หรือไม่มีมานะพยายามมากพอที่จะค่อยทำค่อยไป พอเริ่มต้นก็กระโดด ให้ถึงผลสำเร็จทีเดียว การเป็นคนใจเร็วและขาดความพยายาม อมเป็นเหตุให้เรียนไม่สำเร็จ หรือมิฉะนั้นก็บ้าเลย แต่ผู้ที่เรียน อย่างถูกทาง ทราบชัดว่าหลักอันแท้จริงของวิชชาประเภทนี้อยู่ที่ไหนและมีความมานะพยายามค่อยๆ ทำไปทีละชั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะเล่น บ้า เพราะวิชชาลึกลับไม่ใช่เกี่ยวกับผีสางเทวดา หรืออะไรในภายนอก จริงเป็นวิชชาที่เกี่ยวกับอำนาจของดวงจิตโดยแท้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้อง ทำใจให้แน่วแน่เป็นสมาธิ ซึ่งเป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่สุด ที่มนุษย์ พึงมี อาจารย์ที่สอนถูกต้องตามวิธี เขาย่อมให้ผู้เรียนฝึกหัดใจให้เป็น สมาธิก่อนอย่างอื่น เมื่อมีสมาธิดี หัวใจมั่นคงแน่วแน่หนักแน่นจริง แล้ว สติสัมปชัญญะก็ย่อมมีอยู่เสมอจะเป็นบ้าไปไม่ได้ และวิชชาลึกลับ ไม่ว่าในประเภทใด ๆ ไม่ว่าในชั้นต้นชั้นกลางหรือขั้นสุดท้าย สมาธิเป็น ของสำคัญที่สุด

ข้อที่ว่า ถ้าวิชชาจิตศาสตร์เป็นวิชชาที่ทำได้จริง

ก็อาจเอาไปใช้กันในทางที่ผิดนั้น บรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายใน วิชชานี้ ที่ข้าพเจ้าได้เคยวิสาสะมาก็ดี หนังสือต่างๆ ที่มีหลักฐานที่ข้าพเจ้า ได้เคยอ่านมาแล้วก็ดี ยืนยันตรงกันว่า ธรรมชาติย่อมมีกฎหมายเหมือน อย่างทางบ้านเมือง คนที่ใช้ความรู้ในทางที่ผิด ไม่มีใครสักคนเดียวที่ จะรับความสุขความเจริญ ทางไทยเราข้าพเจ้าก็เคยได้รับคำอธิบายว่า พวกเลี้ยงผีหรือทำคุณไสยนั้น ลงท้ายความร้ายเหล่านั้นกลับมาตก แก่ตนเอง หรือแก่ครอบครัวของตน และไม่มีประโยชน์อันใดแก่ตัวเลย ข้าพเจ้าได้เคยเห็นคนหลายคนที่กล่าวกันว่า เป็นคนเลี้ยงผีหรือเป็นนักทำ คุณไสยโดยมีผู้ชี้ให้ดู และก็รู้สึกทันทีว่าคนเหล่านั้นปราศจากสง่าราศีและมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างกระจอกงอกง่อยทุกคน

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google

แนะนำติชม : community-mediation.org